อาการขาดฟอสฟอรัสของพืช



อาการขาดฟอสฟอรัส

ฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบของที่สำคัญในเมล็ดและผลของพืช ทำให้พืชออกดอกและลำต้นแก่เร็วส่งผลให้พืชแข็งแรงขึ้น ไม่ล้มง่าย ต้านทานต่อแมลงศัตรูพืชแล้วยังมีบทบาทต่อการเจริญเติบโตในการแบ่งเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ปลายรากรวมถึงบริเวณข้อปล้องเป็นไปได้ปกติ หากปริมาณของฟอสฟอรัสในดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตจะส่งผลให้พืชแสดงอาการขาด และมีผลในระยะยาว อาการของพืชที่จะแสดงออกมาทางภายนอกที่เราสามารถสังเกตได้คือ
ลำต้นและใบแคระแกรน ลำต้นบิดเกลียวในพืชบางชนิด เนื้อไม้แข็ง แต่เปราะและหักง่าย
รากจะเจริญเติบโตและแพร่ขยายช้ากว่าปกติ
ใบแก่ของพืชจะมีสีเขียวเข้มหรือสีม่วง
พืชบางชนิดจะแสดงอาการลำต้นอวบน้ำ หรือลำต้นอ่อน จะล้มง่าย
ส่วนภายในของพืชที่เรามองไม่เห็นนั้นพืชจะมีการสะสมตาดอกน้อย เพราะฟอสฟอรัสเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืชจึงมีผลน้อยกว่าปกติ และผลผลิตที่ได้ไม่มีคุณภาพและน้อยกว่าที่ควรจะได้
เคล็ดไม่ลับสำหรับการแก้อาการขาดธาตุอาหารคือ ขาดธาตุอะไรก็เติมธาตุนั้น หากเรารู้อาการของพืชว่าขาดธาตุฟอฟอรัสเราก็เติมปุ๋ยฟอสเฟตหรือใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 เท่านี้ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว หรือใช้สูตร 16-20-0 ในช่วงแตกกอของข้าวที่ปลูกในนาดินเหนียว เพื่อป้องกันและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้

เตือนภัย แมลงบั่วระบาดหนัก



เตือนภัย!!!!แมลงบั่วระบาดหนัก
เกษตรกรหลายพื้นที่คงประสบปัญหาแมลงบั่วศัตรูข้าวระบาดหนัก ส่งผลให้นาข้าวของเกษตรกรได้รับผลกระทบ ทำลายพื้นที่เพาะปลูกข้าวในหลายจังหวัด 
ลักษณะข้าวที่ถูกแมลงบั่วทำลาย : ใบ ลำต้นข้าว เหี่ยว แห้ง เปลี่ยนสีใบขาวจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล เมื่อต้นข้าวแตกต้นใหม่จะโดนแมลงบั่วเข้าทำลาย จึงเป็นเหตุให้ออกรวงได้น้อย หากระบาดหนักจะไม่สามารถออกรวงได้ จึงจำเป็นต้องไถทิ้ง 
 ทางทีมงานดวงตะวันเพชร ได้ออกสำรวจพื้นที่และท้าพิสูจน์ ปรากฎว่าแปลงข้าวที่ใช้ปุ๋ยดวงตะวันเพชร รอดจากการระบาดของแมลงบั่ว เพราะต้นข้าวแข็งแรงต้านทานต่อการเข้าทำลายของแมลงบั่ว ด้วยกลุ่มแร่ธาตุที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับต้นข้าวในสารปรับสภาพดินตราดวงตะวันเพชร สูตรบำรุงต้น-ใบ/นาข้าว/พืชไร่ ที่ไม่พบในปุ๋ยเคมีทั่วไป

อาการขาดโพแทสเซียม



อาการขาดโพแทสเซียม

โดยปกติคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโพแทสเซียมสำคัญในช่วงบำรุงผลผลิตเพียงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วพืชมีความต้องการโพแทสเซียมในทุกระยะการเจริญเติบโตแต่ความต้องการในแต่ละระยะจะต้องการในปริมาณที่ไม่เท่ากันเพราะเป็นธาตุที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตของพืช ยังทำให้พืชต้านทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ เมื่อพืชได้รับธาตุโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอ นอกจากจะช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตแล้วยังสามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวให้นานขึ้นอีกด้วย ปกติแล้วมักพบปัญหาการขาดธาตุโพแทสเซียมกับพืชที่ปลูกในดินทราย อาจเป็นเพราะในดินทรายมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ความสามารถในการอุ้มน้ำหรือธาตุอาหารน้อย ดังนั้นจึงทำให้พืชแสดงอาการขาดธาตุออกมาดังนี้

ใบแก่จะแสดงอาการขอบใบเหลืองโดยเริ่มจากปลายใบเข้าสู่กลางใบ แล้วกลายเป็นสีน้ำตาลเหี่ยวแห้งไป ผักและผลไม้มีสีสันไม่สวยงาม คุณภาพต่ำลำต้นของพืชกลุ่มธัญลืมมักจะล้มง่าย

เราสามารถแก้ปัญหาการขาดโพแทสเซียมการใส่ปุ๋ยที่มีสูตรตัวท้ายสูงๆ เช่น 0-0-60 แต่ทั้งนี้การเพิ่มโพแทสเซียมพืชจะต้องคำนึงถึงความสมดุลกับการใช้ของพืชซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ในช่วงนั้นๆ เช่น ใส่ปุ๋ยสูตร 18-4-5 ก็เพียงพอแล้วหากพืชอยู่ในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ หากจะบำรุงผลให้ได้คุณภาพปุ๋ยเคมีสูตร 13-7-35 หรือ 14-10-30 ให้รสชาติ และสีในผักและผลไม้ดีขึ้น

#เคล็บลับสำหรับการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมคือ
ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมควรจะใส่ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
ใช้ในรูปปุ๋ยน้ำพ่นทางใบ

----------------------------------------

สอบถามเพื่อเติม
อินบ็อกเลย : https://www.facebook.com/messages/duangtawanpetch/
โทร. 091-5769281,02-7498597
Line ID : @dtwp
สอบถามทันทีกด >>> http://line.me/ti/p/%40dtwp
ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม :http://www.raktawan.com/
#ดวงตะวันเพชร #ปุ๋ยดวงตะวันเพชร
#ปุ๋ยเคมี #สารปรับสภาพดิน #ปุ๋ยอินทรีย์
#ชีวภาพ #ออร์แกนิก #ปุ๋ยปาล์ม #ปุ๋ยยางพารา
#ปุ๋ยบำรุงผล #ปุ๋ยบำรุงต้นใบ #ปุ๋ยสูตรรวม
#ปุ๋ยสูตรเสมอ #ปุ๋ยระเบิดราก

ดวงตะวันเพชร






บทบาทของธาตุ



#บทบาทของธาตุ
เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ มีได้หลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือผลจากการขาดธาตุอาหาร เพราะพืชแต่ละชนิดและแต่ละระยะการเจริญเติบโต พืชต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน หากเราจัดการธาตุอาหารได้ไม่เหมาะสมเพียงพอพืชจะแสดงอาการขาดธาตุนั้นๆ หรือหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะเกิดอาการเป็นพิษ โดยธาตุที่พืชมักจะขาดได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก โบรอนและสังกะสี วันนี้เรามีวิธีการสังเกตอาการขาดธาตุอาหารต่างๆ ที่พืชแสดงออกมา โดยสามารถสังเกตง่ายๆด้วยสายตามาฝากให้จะได้หาวิธีการจัดการได้อย่างถูกต้องต่อไป

----------------------------------------
Inbox : http://www.facebook.com/messages/dtwpgroup/
โทร. 091-5769281,02-7498597
Line ID : @dtwp
สอบถามทันทีกด >>> http://line.me/ti/p/%40dtwp
ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม :http://www.raktawan.com/
#ดวงตะวันเพชร #ปุ๋ยดวงตะวันเพชร
#ปุ๋ยเคมี #สารปรับสภาพดิน #ปุ๋ยอินทรีย์
#ชีวภาพ #ออร์แกนิก #ปุ๋ยปาล์ม #ปุ๋ยยางพารา
#ปุ๋ยบำรุงผล #ปุ๋ยบำรุงต้นใบ #ปุ๋ยสูตรรวม
#ปุ๋ยสูตรเสมอ #ปุ๋ยระเบิดราก

การตรวจดินสำคัญอย่างไร


การตรวจดินสำคัญอย่างไร

ดิน!!!!!นอกจากจะเป็นที่ยึดเกาะและเป็นแหล่งอาหารของรากพืชแล้ว ยังถือว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ดินและสิ่งมีชีวิตต่างๆอีกมากมาย

เมื่อเราทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินและปัญหาของดินในแปลงปลูก ก็จะมีผลต่อการจัดการเรื่องปุ๋ย และความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

ดูอย่างไรว่าดินอุดมสมบูรณ์
สี : ถ้าดินเป็นสีดำคล้ำส่วนใหญ่จะเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง โดยเฉพาะถ้าเป็นดินเหนียวที่เป็นก้อนๆสามารถดูได้จากจุดสีน้ำตาล ยิ่งแสดงถึงอินทรีย์วัตถุในดิน ถ้าดินที่มีสีน้ำตาลขาวหรือสีจาง มักสรุปได้คร่าวๆว่าเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
เนื้อดิน : ดินร่วนมักดีกว่าดินทรายเสมอ เช่นความสามารถในการอุ้มน้ำและธาตุอาหาร ความหน่าแน่นของดิน จะมีผลต่อการงอกและการเจริญเติบโต
ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) : ควรปรับให้มีความเป็นกลางที่ 6.5-7 นอกจากจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชแล้วยังมีผลต่อการละลายของธาตุอาหารชนิดต่างๆในดินอีกด้วย

แล้วจะส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ที่ไหน
ปกติเมื่อมีการเก็บดินเพื่อตรวจเราต้องนำไปตรวจที่ศูนย์รับตรวจดิน หน่วยงานราชการต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร เป็นต้น โดยใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการทางเคมี ซึ่งจะต้องใช้เวลารอผลตรวจไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ แต่ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่พัฒนามาเป็นชุดตรวจดินที่ง่ายและรวดเร็ว (Soil Test Kit) และสามารถตรวจเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องมือดิจิตอลและแบบชุดทดสอบด้วยสารเคมี ใช้งานง่าย สะดวกต่อการพกพา อ่านค่ารวดเร็วและมีความแม่นยำสูง คุณภาพนำเข้าจาก USA ในราคาที่เอื้อมถึงแน่นอนค่
หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอุปกรณ์เหล่านั้นซื้อได้ที่ไหนล่ะ!!!!!!!
ซึ้อได้ที่เพจ #DTWPGROUP หรือ #ปุ๋ยดวงตะวันเพชร นี้แหละค่ะ ทั้งถูกทั้งดีแล้วสั่งกันเข้ามาเยอะๆนะคะ

#ปุ๋ย #ปุ๋ยเคมี #สารปรับสภาพดิน #ปุ๋ยดวงตะวันเพชร #ดวงตะวันเพชร

วิธีสังเกตุพืชที่ขาดธาตุอาหาร




















วิธีสังเกตุพืชที่ขาดธาตุอาหาร

เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ มีได้หลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือผลจากการขาดธาตุอาหาร เพราะพืชแต่ละชนิดและแต่ละระยะการเจริญเติบโต พืชต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน หากเราจัดการธาตุอาหารได้ไม่เหมาะสมเพียงพอพืชจะแสดงอาการขาดธาตุนั้นๆ หรือหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะเกิดอาการเป็นพิษ โดยธาตุที่พืชมักจะขาดได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก โบรอนและสังกะสี วันนี้เรามีวิธีการสังเกตอาการขาดธาตุอาหารต่างๆ ที่พืชแสดงออกมา โดยสามารถสังเกตง่ายๆด้วยสายตามาฝากให้จะได้หาวิธีการจัดการได้อย่างถูกต้องต่อไป

ไนโตรเจนธาตุอาหารหลักสำหรับพืช



ไนโตรเจนธาตุอาหารหลักสำหรับพืช


คุณรู้หรือไม่ว่า!!! ไนโตรเจน เป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งมนุษย์ สัตว์และพืช รวมไปถึงจุลินทรีย์อีกด้วย ไนโตรเจนเป็นธาตุพื้นฐานที่พบอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวันของเรา เป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ช่วยเจือจางออกซิเจนในอากาศให้เหมาะสมต่อการหายใจของสิ่งมีชีวิต

ปุ๋ยไนโตรเจนกับพืช
พืชต้องการในโตรเจนเช่นเดียวกับคนและสัตว์ที่ต้องการโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เพราะไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์พืช เป็นส่วนประกอบของกรดอะมิโน และฮอร์โมนพืช ช่วยในกระบวนการเมทาบอลิซึมต่างๆของพืช เช่นการสังเคราะห์แสง ทำให้พืชใบเขียว ใบหนา การแตกใบอ่อน ยอดอ่อน ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ได้ผลผลิตที่ดี ไนโตรเจนในดินซึ่งอยู่ในรูปแบบที่พืชใช้ได้มักสูญเสียไปกับการชะล้าง ในรูปของเกลือไนเตรท หรือเกิดการระเหยของแอมโมเนีย ดังนั้นจึงต้องใส่ธาตุไนโตรเจนลงไปในดินในรูปของปุ๋ย ถ้าพืชขาดไนตรโตรเจนจะแสดงอาการออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน สังเกตได้จากใบล่างหรือใบแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขอบใบแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล หลังจากนั้นใบบนจะทะยอยแสดงอาการตามมา พืชออกดอกก่อนกำหนด และและรากหรือส่วนที่สะสมอาหารจะมีขนาดเล็ดลง และร่วงหล่นได้ง่าย

การให้ปุ๋ยไนโตรเจนกับพืช
การให้ปุ๋ยยูเรียกับพืชขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย เช่น สภาพพื้นที่ปลูก ลักษณะของดิน ชนิดและพันธุ์พืช ความต้องการธาตุอาหารของพืชใยแต่ละระยะการเจริญเติบโต เช่น ในนาข้าวจะหว่านปุ๋ยยูเรียในอัตรา ไร่ละ 5-10 กิโลกรัมก่อนข้าวออกดอก 30 วัน สำหรับข้าวไวต่อช่วงแสง และหว่านหลังปักดำ 35-45 วัน ในอัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง นอกจากนี้สามารถ แบ่งอัตราการใช้ปุ๋ยยูเรีย ออกเป็น 2 ครั้งๆ 50 กิโลกรัมต่อไร่ต่อการปลูกพืชผักทุกชนิด เช่น พริก มะเขือเทศ หอมใหญ่ กระเทียม กระหล่ำปลี โดยให้ครั้งแรกเมื่อพืชอายุ 10-15 วัน และครั้งที่ 2 เมื่อพืชอายุ 30-45 วัน 

ทั้งนี้การให้ปุ๋ยยูเรียต้องคำนึงถึงลักษณะของดิน ความเป็นกรด-ด่างของดิน ปริมาณธาตุอาหารในดิน เพราะหากใส่ปุ๋ยยูเรียมากเกินความจำเป็น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังส่งผลเสียอื่นๆตามมา ทำให้มีปุ๋ยตก ค้างในดิน ดินแข็งและดินเค็มได้ ทำให้โครงสร้างพืชเจริญอย่างรวดเร็ว มีใบสีเขียวเข้มและมีจำนวนใบเพิ่มผิดปกติ และต้นเปราะไม่แข็งแรง ทำให้ง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคและแมลงศัตรูพืช กล่าวได้ว่านอกจากไม่เป็นประโยชน์แล้วยังเป็นโทษอีก!!!

ทำไมต้องจ่ายแพงกว่า??!!!
ปุ๋ยยูเรียแบบเม็ดในประเทศไทยทั้งหมดเป็นปุ๋ยที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มี โรงงานในการผลิต ดังนั้นคุณภาพจึงขึ้นอยู่กับโรงงานที่ผลิต ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพ ปริมาณ ต้นทุนการนำเข้า ในแต่ละครั้ง และค่าอื่นๆ (ค่าโฆษณา ค่าการตลาด ) ดังนั้นเมื่อท่านจะซื้อปุ๋ยในแต่ละครั้งควรพิจารณาจาก คุณสมบัติและราคาเป็นหลัก ปุ๋ยยูเรียแท้เกรดเดียวกันที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน มีคุณภาพและปริมาณไนโตรเจนเท่ากัน โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้กับค่าโฆษณาและอื่นๆ


คำสอนพ่อ



"การเกษตรมีความสำคัญแก่ชาติบ้านเมือง เพื่อให้การเกษตรของเรามีความเจริญก้าวหน้าไปด้วยความรวดเร็ว ขอให้ทุกคนพยายามนำความรู้ที่ได้เรียนมา ไปถ่ายถอดแก่เกษตรกร และชี้แจงให้ทราบถึงคุณค่าของวิชาการเกษตรแบบใหม่ ซึ่งได้ค้นคว้าทดลองเป็นผลดีโดยแน่นอนแล้ว และแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักวิชา เพื่อได้รับผลแห่งการผลิตเพิ่มพูนขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ" พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว #คำพ่อสอน#ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

ร่วมไว้อาลัยพ่อหลวง

ผลตอบรับของเจ้าของสวนทุเรียน



ลุงโม่ง เจ้าของสวนทุเรียน พื้นที่ 53 ไร่ ต. ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี ผู้ใช้สารปรับสภาพดิน ของบริษัทดวงตะวันเพชร มากกว่า 4 ปี และได้ผลผลิตที่ดีเพิ่มขึ้นทุกๆปี

ในปีที่ผ่านมาทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น แต่กว่าทุเรียนจะออกดอก และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพนั้นเกษตรกรอย่างลุงโม่งต้องเหน็ดเหนื่อยทั้งในเรื่องการจัดการน้ำ เรื่องโรค ตลอดจนเรื่องแมลงศัตรูพืช ปุ๋ยเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เพราะเป็นแหล่งธาตุอาหารที่มีความจำเป็นต่อพืชในการเจริญเติบโตทางลำต้น ใบ ตลอดจนการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ                                                                                                                               เมื่อ 4 ปีที่แล้วทีมงานบริษัทดวงตะวันเพชรได้เข้าไปส่งเสริมให้ทดลองใช้สารปรับสภาพดินสูตรต่างๆ เพื่อดูแลทุเรียน ในแต่ละระยะการเจริญเติบโต เช่นในระยะการบำรุงต้น-ใบ หลังการเก็บผลผลิต ช่วยฟื้นต้น ช่วยให้ระบบรากและลำต้นแข็งแรง เป็นสูตรที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่เหมาะสมต่อพืช รวมไปถึงสารเพิ่มประสิทธิภาพที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นทุเรียน และหลังจากที่ต้นทุเรียนสมบูรณ์พร้อมที่จะออกผลผลิตที่มีคุณภาพใช้สารปรับสภาพดินสูตรบำรุงผลให้ผลทุเรียน ออกดอก กระตุ้นการสะสมอาหาร บำรุงผล  รวมไปถึงเพิ่มความหวาน ให้ได้คุณภาพตามตามที่ตลาดต้องการ

ตอนนี้ลุงโม่งบอกว่าหลังจากที่ลุงใช้ปุ๋ยดวงตะวันเพชรมา 4 ปีกว่า ลุงพอใจเป็นอย่างมาก ต้นทุนในการซื้อปุ๋ยลดลงอย่างเห็นได้ชัดและได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และกล้าแนะนำให้ทุกคนมาใช้ "ปุ๋ยดวงตะวันเพชร" ได้อย่างมั่นใจ

การตรวจดินสำคัญอย่างไร




การตรวจดินสำคัญอย่างไร 

ดิน!!!นอกจากจะเป็นที่ยึดเกาะและเป็นแหล่งอาหารของรากพืชแล้ว ยังถือว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ดินและสิ่งมีชีวิตต่างๆอีกมากมาย เมื่อเราทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินและปัญหาของดินในแปลงปลูก ก็จะมีผลต่อการจัดการเรื่องปุ๋ย และความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

ดูอย่างไรว่าดินอุดมสมบูรณ์
สี : ถ้าดินเป็นสีดำคล้ำส่วนใหญ่จะเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง โดยเฉพาะถ้าเป็นดินเหนียวที่เป็นก้อนๆสามารถดูได้จากจุดสีน้ำตาล ยิ่งแสดงถึงอินทรีย์วัตถุในดิน ถ้าดินที่มีสีน้ำตาลขาวหรือสีจาง มักสรุปได้คร่าวๆว่าเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เนื้อดิน : ดินร่วนมักดีกว่าดินทรายเสมอ เช่นความสามารถในการอุ้มน้ำและธาตุอาหาร ความหน่าแน่นของดิน จะมีผลต่อการงอกและการเจริญเติบโต ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) : ควรปรับให้มีความเป็นกลางที่ 6.5-7 นอกจากจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชแล้วยังมีผลต่อการละลายของธาตุอาหารชนิดต่างๆในดินอีกด้วย 

แล้วจะส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ที่ไหน
ปกติเมื่อมีการเก็บดินเพื่อตรวจเราต้องนำไปตรวจที่ศูนย์รับตรวจดิน หน่วยงานราชการต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร เป็นต้น โดยใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการทางเคมี ซึ่งจะต้องใช้เวลารอผลตรวจไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ แต่ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่พัฒนามาเป็นชุดตรวจดินที่ง่ายและรวดเร็ว (Soil Test Kit) และสามารถตรวจเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องมือดิจิตอลและแบบชุดทดสอบด้วยสารเคมี ใช้งานง่าย สะดวกต่อการพกพา อ่านค่ารวดเร็วและมีความแม่นยำสูง คุณภาพนำเข้าจาก USA ในราคาที่เอื้อมถึงแน่นอนค่ะ หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอุปกรณ์เหล่านั้นซื้อได้ที่ไหนล่ะ!!!!!!!  ซึ้งได้ที่เพจ #DTWPGROUP หรือ #ปุ๋ยดวงตะวันเพชร นี้แหละค่ะ ทั้งถูกทั้งดีแล้วสั่งกันเข้ามาเยอะๆนะคะ

ผลตอบรับเกษตรกรดวงตะวันเพชร #สวนแก้วมังกร



ผลตอบรับเกษตรกรดวงตะวันเพชร

หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจาก ทีมงานส่งเสริมฯ ของบริษัทดวงตะวันเพชร “ คุณสมเดช มาคำ หรือลุงเดช เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ผู้ปลูกแก้วมังกร พันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง “
ก็ทดลองใช้ปุ๋ยดวงตะวันเพชรทั้งปุ๋ยเคมีและสารปรับสภาพดิน ปรากฏว่าได้ผลผลิตที่ดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น ลำต้นเขียวเข้มอวบใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อราเหมือนแต่ก่อน , ผลมีน้ำหนักมากขึ้น , ผิวสวยสีเข้มไม่มีแมลงเจาะ
ปกติใช้ปุ๋ยเคมีทั่วไปสูตรเสมอ (15-15-15) ในช่วงบำรุงต้น และสูตร 13-13-21 ในระยะก่อนติดดอก จะเก็บเกี่ยวได้ 5-6 รอบต่อปี
หลังจากที่ทีมงานส่งเสริมฯ แนะนำให้ใช้สารปรับสภาพดินสูตรบำรุงต้น/ใบ-นาข้าว ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 ในระยะบำรุงต้น-ดอก และระยะผลให้ใช้สารปรับสภาพดินสูตรบำรุงผล-ปาล์มน้ำมันร่วมกับปุ๋ยเคมี 13-7-35
(เนื่องจากสารปรับสภาพดินตราดวงตะวันเพชรทั้งสองสูตรที่ถูกพัฒนาขึ้นให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของพืช) สารปรับสภาพดินจะช่วยในเรื่องของการดูดซับธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ทำให้พืชนำธาตุเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างดี ช่วยเปลี่ยนธาตุอาหารที่ตกค้างในดินออกมาให้พืชใช้ได้ หลังจากทำแปลงสาธิตในระยะเวลา 1 รอบการเก็บเกี่ยวผลผลิต 
คุณลุงเดชได้กล่าวทิ้งท้ายว่า พึงพอใจกับผลผลิตที่ได้จากปุ๋ยดวงตะวันเพชรเป็นอย่างมาก
ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ย และมีกำไรที่มากขึ้น จากเคยขายได้ 4 ลูกต่อกิโลกรัม หลังใช้ปุ๋ยดวงตะวันเพชรเปลี่ยนเป็น 2-3 ลูกต่อกิโลกรัมอย่างไม่น่าเชื่อ บอกเลยทุกวันนี้ลุงลุงกำลังแฮปปี้กับปุ๋ยดวงตะวันเพชรสุดๆ

ธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับพืช 16 ชนิด



สารอาหารสำหรับพืช หมายถึง สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของพืช ซึ่งสามารถถูกจัดได้จากเกณฑ์คือ 
(1) ถ้าเกิดพืชขาดสารอาหารนี้แล้ว ทำให้พืชไม่สามารถวงจรชีวิตได้ตามปกติ หรือ (2) สารนั้นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพืชหรือส่วนประกอบของสารตัวกลางในกระบวนการสร้างและสลาย (metabolite)[1]
สารอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช สามารถแบ่งตามปริมาณที่ปรากฏในเนื้อเยื่อพืช ได้เป็น
มหาสารอาหารหลัก (primary macronutrients) 
ได้แก่ ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P), และ โปแตสเซียม (K)

มหาสารอาหารรอง (secondary macronutrients) 
ได้แก่ แคลเซียม (Ca), กำมะถัน (S), แมกนีเซียม (Mg), และ ซิลิคอน (Si)
จุลสารอาหาร (micronutrients) ได้แก่ โบรอน (B), คลอรีน (Cl), แมงกานีส (Mn), เหล็ก (Fe), สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu), โมลิบดีนัม (Mo), นิเกิล (Ni), เซเลเนียม (Se), และ โซเดียม (Na)

มหาสารอาหาร (macronutrients) คือสารอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก หรือว่าเป็นสารที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อของพืชในปริมาณมาก (0.2% ถึง 4% โดยน้ำหนักแห้ง) จุลสารอาหาร คือสารที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อของพืชในปริมาณไม่มาก และวัดเป็นหน่วย ppm โดยมีปริมาณอยู่ในช่วงตั้งแต่ 5 ถึง 200 ppm หรือ น้อยกว่า 0.02% โดยน้ำหนักแห้ง [2]
พืชสามารถรับสารอาหารทางดินได้โดยการแลกเปลี่ยนประจุ โดยที่รากฝอยจะปล่อยประจุไฮโดรเจน (H+) ลงไปในดิน และประจุไฮโดรเจนนี้จะไปแทนที่ไอออนประจุบวกที่อยู่ในดิน (ซึ่งเป็นประจุลบ) จึงทำให้สารอาหารที่อยู่ในรูปประจุบวกสามารถถูกรากดูดซึมเข้าไปได้
เรื่องของสารอาหารพืชเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ส่วนหนึ่งเนื่องมากจาก ความหลากหลายของชนิดและพันธุ์พืช อีกส่วนหนึ่งเนื่องจากปริมาณสารอาหารที่พืชต้องการเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กล่าวคือ พืชต้องการสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอและไม่มากเกินไป ถ้าเมื่อพืชได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จะเกิดอาการขาดสารอาหาร แต่ถ้าได้รับมากเกินไปสารอาหารนั้นก็จะเป็นพิษต่อพืชได้ นอกจากนั้นการขาดสารอาหารบางตัว อาจแสดงผลเหมือนกับการเป็นพิษของการได้รับสารอาหารอีกตัวมากเกินไป การที่พืชได้รับสารอาหารบางตัวมากไปก็ส่งผลทำให้พืชขาดธาตุอาหารตัวอื่นได้ และการได้รับธาตุอาหารบางตัวน้อยไปก็อาจส่งผลต่อการดูดซึมของสารอาหารตัวอื่นได้เช่นกรณีของการที่พืชขาด SO2-3 ทำให้การดูดซึม NO-3 ทำได้ไม่ดี หรือ การที่ NH+4 มีอิทธิพลกับการดูดซึมของ K+[3]
สารอาหารแต่ละชนิดของพืช พืชต้องการในปริมาณที่พอเหมาะหากน้อยไปจะแสดงอาการขาดสารอาหาร หรือ หากได้รับมากเกินไปก็จะเป็นพิษกับพืชได้
Cr : วิกิพีเดีย
----------------------------------------
สอบถามเทคนิคทางวิชาการเพื่อเติม
อินบ็อกเลย : https://www.facebook.com/messages/duangtawanpetch/
โทร. 091-5769281,02-7498597
Line ID : @dtwp
สอบถามทันทีกด >>> http://line.me/ti/p/%40dtwp
#dtwpgroup.blogspot.com
ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม : http://www.raktawan.com/
#ดวงตะวันเพชร #ปุ๋ยดวงตะวันเพชร
#ปุ๋ยเคมี #สารปรับสภาพดิน #ปุ๋ยอินทรีย์
#ชีวภาพ #ออร์แกนิก #ปุ๋ยปาล์ม #ปุ๋ยยางพารา
#ปุ๋ยบำรุงผล #ปุ๋ยบำรุงต้นใบ #ปุ๋ยสูตรรวม
#ปุ๋ยสูตรเสมอ #ปุ๋ยระเบิดราก
#ธาตุอาหารสำคัญสำหรับพืช #ธาตุอาหารสำหรับพืช

ป้องกันโรคพืชให้ปลอดภัย ด้วยไตรโคเดอร์ม่า



ป้องกันโรคพืชให้ปลอดภัย ด้วยไตรโคเดอร์ม่า


     ไตรโคเดอร์ม่า Trichoderma sp.เชื้อราปฏิปักษ์ไตรโคเดอร์ม่า (Trichoderma sp.) เป็นเชื้อราชั้นสูงทีมีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราได้หลายชนิด เนื่องจากมีกลไกการเป็นปฏิปักษ์กับเชื้อราสาเหตุโรคพืช มีความสามารถในการแข่งขันกับเชื้อสาเหตุโรค เป็นปรสิตรกับเชื้อสาเหตุโรคสามารถสร้างเส้นใยพันรัดเส้นใยของเชื้อราโรค ทำลายโครงสร้างเชื้อสาเหตุโรคด้วยสารปฏิชีวนะ ยับยั้งและป้องกันโรคทั้งโรคทางดินและโรคทางใบ เช่น โรคใบจุด ใบไหม้ รากเน่าโคนเน่า โรคใบติด โรคแอนแทรคโนส และโรคสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากเป็นศัตรูกับเชื้อสาเหตุโรคแล้วยังส่งเสริมการเจริญเติบโตให้พืช กระตุ้นการงอกของเมล็ด และกระตุ้นความต้านทานต่อโรคและแมลงให้พืชได้อีกด้วยประโยชน์ของเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคพืชลดกิจกรรมของเชื้อสาเหตุโรคพืชเพิ่มความต้านทานโรคให้พืชเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกให้เมล็ดพันธุ์ส่งเสริมการเจริญเติบโตให้พืชเร่งกระบวนการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้เร็วขึ้น  #ไตรโครเตอร์ม่า #ไตรโครเดอร์ม่าคืออะไร